มติมหาเถรสมาคม
ครั้งที่ 20/2568
มติที่ 651/2568
เรื่อง แนวนโยบายเพื่อประสานการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานบูรณาการสำรวจข้อมูลเพื่อคุ้มครองพระพุทธศาสนา
ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๒๐/๒๕๖๘ เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๘ เลขาธิการมหาเถรสมาคม เสนอว่า สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้มีลิขิต ที่ สสร. ๐๓๘๖/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๘ แจ้งว่า เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดประทานพระคติธรรม เพื่อเป็นหลักการสำหรับพุทธบริษัทไทย ทุกหมู่เหล่า ในอันที่จะพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ลงวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๘ ความว่า ในท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อคณะสงฆ์ยามนี้ ขอคณะสงฆ์จงมีสติระลึกรู้ในอันที่สำรวมระวังครองตนในพระปาฏิโมกข์ อันสมเด็จพระบรมศาสดาได้โปรดประทานไว้ เป็นหลักประพฤติของเราทั้งหลาย ผู้เป็นสมณะอย่างเคร่งครัด เพื่อธรรมนั้นจักได้ปกป้องคุ้มครอง ผู้ประพฤติธรรมให้มีชัยเหนือปัญหา และก้าวข้ามพ้นอุปสรรคไปได้โดยสวัสดี ขอถวายกำลังใจให้สมณะที่ดี จงมีขันติธรรม พรหมวิหารธรรม และอิทธิบาทธรรม อย่างแกล้วกล้าเข้มแข็ง เพื่อรักษาพระบวรพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยตลอดกาลนาน ขอให้ทราบถึงความห่วงใยที่มหาเถรสมาคมมีต่อบรรพชิตทุกรูปผู้เป็นสหธรรมิก ซึ่งมุ่งมั่นครองตน และครองงานด้วยวิริยภาพอาจหาญ แม้ในยามที่กำลังใจของท่านอาจถูกบั่นทอนโดยเหตุปัจจัยนานาประการ ขอพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน โปรดช่วยกันประคับประคองคณะสงฆ์ ถวายสรรพกำลังสนับสนุนและอารักขาคุ้มครองให้พระภิกษุสามเณร มีเรี่ยวแรงกำลังกาย กำลังใจ และกำลังความรู้ความสามารถ ในอันที่จะธำรงรักษาพระศาสนา ประพฤติปฏิบัติตนตามพระธรรมวินัย ปกครองดูแลวัด ดำรงฐานะเป็นหลักใจของชุมชน เป็นศูนย์กลางแห่งความสมัครสมานสามัคคีของชาวบ้าน ชาววัด และหน่วยราชการ ซึ่งเป็นรากฐานสัมพันธภาพของสังคมไทย ขอจงใช้มุ่งสนองงานคณะสงฆ์ด้วยไมตรีจิต ตามขนบวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ จงละวางจริยาอันอาจก่อให้เกิดความบาดหมางคลางแคลงใจกัน จงเพิ่มพูนทัศนคติอันดีด้วยกระบวนวิธีอย่างกัลยาณมิตร เฉกเช่นสาธุชนคนดีพึงปฏิบัติต่อสมณะในพระพุทธศาสนา ตามวิถีอันชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมายในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ สติ เป็นธรรมอันมีอุปการะมาก จึงขอให้พุทธบริษัทไทยทุกหมู่เหล่า จงมั่นในธรรมภาษิตที่ว่า ทยฺยชาติยา สามคฺคิยํ สติสญฺชานเนน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ ความว่า คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี อนึ่ง ได้นำร่างประกาศสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม เรื่อง แนวปฏิบัติในการส่งมอบข้อมูลของวัดตามข้อหารือเบื้องต้นในที่ประชุมคณะกรรมการ ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๒๒/๒๕๖๘ ขอรับพระวินิจฉัยแล้ว ความว่า สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม รับพระบัญชาเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม โปรดให้ประกาศว่า ตามที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามและเสริมสร้างความมั่นคงในพระพุทธศาสนา ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๒๒/๒๕๖๘ ลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ได้มีมติขอความร่วมมือและขอรับทราบข้อมูลในด้านต่าง ๆ ของวัด นั้น ต่อมาเกิดความปรากฏว่า มีแนวปฏิบัติที่ลักลั่นกันและอาจมีการกระทำที่ก่อให้เกิดความระส่ำระสาย รู้สึกเป็นภัยคุกคาม เกิดความปริวิตกในคณะสงฆ์ จึงขอให้ดำเนินการซักซ้อมความเข้าใจและประสานรายละเอียดยังส่วนราชการต่าง ๆ เพื่อความกระจ่างร่วมกัน ดังนี้ ๑. ในกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติประสานขอข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ ให้สอบถามจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด หรือบูรณาการความร่วมมือกันในการจัดทำฐานข้อมูล ทั้งนี้ หากมีปัญหา อุปสรรค หรือข้อสงสัยเป็นรายจำเพาะกรณี ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสอบถามแนวปฏิบัติมายังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อจักได้พิจารณาตอบข้อสงสัยต่อไป ๒. บรรดาข้อมูลส่วนบุคคล รวมไปถึงบัญชีธนาคารซึ่งเป็นบัญชีส่วนบุคคล อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีกฎหมายคุ้มครอง หน่วยราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจขอความร่วมมือในการขอข้อมูลได้ ในกรณีเจ้าของบัญชียินยอม ๓. เมื่อสอบถามจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือบูรณาการร่วมกันแล้ว พบว่าจำเป็นต้องขอข้อมูลตามข้อ ๑ และข้อ ๒ ตลอดจนข้อมูลอื่นด้วยการเข้าไปในบริเวณศาสนสถาน ต้องดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายและจารีตประเพณี กล่าวคือ ๓.๑ ต้องประสานงาน ด้วยวิธีการอันละมุนละม่อม และเหมาะสม ในฐานที่เจ้าพนักงานไปขอความอนุเคราะห์ข้อมูลจากพระภิกษุสามเณรและประชาชนผู้ที่มิได้กระทำความผิดตามกฎหมายมิได้เป็นอาชญากร หรือมิได้เป็นผู้ต้องสงสัย การเข้าบริเวณพื้นที่วัดเพื่อขอข้อมูลต้องมีการประสานงานล่วงหน้า ใช้กิริยาวาจาที่เหมาะสมตามมารยาทสังคมไทยซึ่งฆราวาสพึงปฏิบัติต่อพระภิกษุสามเณร และไม่เข้ามาในบริเวณวัดในเวลาวิกาล หรือกระทำการใด ๆ ให้เกิดทัศนคติเชิงลบ ก่อให้เกิดภาวะหวาดวิตก ในหมู่พุทธบริษัท อันทำให้ความสามัคคีและสายสัมพันธ์ของบ้าน วัด และระบบราชการ ซึ่งเป็นรากฐานของสังคมไทย ต้องถูกกระทบกระเทือน ๓.๒ หากมีการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการบนหลักการพื้นฐานเรื่องสิทธิส่วนบุคคลและกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หากเจ้าอาวาสไม่ยินยอม เจ้าหน้าที่ไม่สามารถข่มขู่หรือบังคับให้ส่งมอบข้อมูล หากมีการข่มขู่หรือบังคับ อาจเข้าข่ายกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ๓.๓ พึงเข้าใจร่วมกันในเชิงนโยบายว่าการขอรับข้อมูล เป็นการขอความร่วมมือ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มิใช่เป็นการตรวจสอบเพราะเกิดกรณีการกระทำความผิดตามกฎหมาย ๔. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดประสานความร่วมมือกับคณะสงฆ์ ในการเฝ้าระวังสังเกต ถวายความรู้ และป้องกันมิให้เกิดพฤติการณ์ที่อาจมีมิจฉาชีพ หรือบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย อาจใช้โอกาสนี้กระทำการข่มขู่ หลอกลวง หรือบังคับพระภิกษุสามเณรหรือวัดให้เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือข้อมูลจำเพาะของวัด โดยปราศจากอำนาจตามกฎหมาย หรือยังมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย หรือมิเป็นไปตามมติมหาเถรสมาคมหรือตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาสงฆ์ ๕. มติมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านศาสนสมบัติ เป็นแนวทางภายในที่มหาเถรสมาคมกำหนดเป็นมาตรฐานกลาง สำหรับวัดที่มีความพร้อมและวัดที่มีศาสนสมบัติมาก สำหรับวัดที่ยังไม่มีความพร้อมให้อนุวัตตามความเหมาะสม การดำเนินการตามมตินี้ จึงมิได้มีเจตนารมณ์ให้เกิดภัยต่อคณะสงฆ์ แต่เป็นการวางแนวทางเพื่อป้องกันมิให้เกิดการทุจริตอันเนื่องด้วยศาสนสมบัติของวัด ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา และเป็นการปกป้องคุ้มครองวัดและพระภิกษุสามเณรซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎหมาย ๖. มีพระบัญชาโปรดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรียนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อสั่งการให้เป็นไปตามหลักการต่อไปกับทั้งเชิญพระบัญชาไปแจ้งมหาเถรสมาคม ในการประชุมมหาเถรสมาคม ในวันที่๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๘ รับทราบ และให้คณะสงฆ์ถือปฏิบัติ ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้ว ให้นำมติมหาเถรสมาคมดังกล่าว กราบทูล ทราบฝ่าพระบาทด้วย พร้อมกับมีพระบัญชาโปรดให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ที่ประชุมรับทราบ และมอบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ดำเนินการดังนี้ ๑. นำมติมหาเถรสมาคม กราบทูลสมเด็จพระสังฆราช ทราบฝ่าพระบาท ๒. แจ้งเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และเจ้าคณะจังหวัด ทั้ง ๒ นิกาย เพื่อแจ้งวัดในเขตปกครองทราบและถือปฏิบัติ ๓. เรียน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ๔. แจ้งสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เอกสารประกอบเพิ่มเติม
เอกสารประกอบ 1 : 20130868_651 แนวนโยบายเพื่อประสานการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานบูรณาการสำรวจข้อมูลฯ_0001.pdf (1.25 mb)
จำนวนเข้าดู : 639
ปรับปรุงล่าสุด : 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 18:01:42
ข้อมูลเมื่อ : 14 สิงหาคม พ.ศ. 2568 17:58:14